เมืองไซง่อน ประเทศเวียดนาม วันที่4กรกฏาคม
 
 

                สายลมที่พัดเอื่อยๆพอให้คลายร้อนจากหน้าร้อนลงได้บ้าง เสียงรถสามล้อ คนคุยกัน และคนขายของในตลาดดังไปทั่วบริเวณทำให้ ณ ที่แห่งนี้ดูไม่เงียบเหงา

               ลึกลงไปในห้องแถวแห่งหนึ่ง ที่ตรงนั้นมีผู้คนอยู่มากมายนั่งเบียดเสียดแทบจะล้นออกมาจากห้อง ควันธูปลอยโขมงจนพานให้รู้สึกเป็นห่วงคนที่นั่งอยู่ด้านในว่าจะเป็นมะเร็งตายหรือเปล่า รอบๆห้องประดับประดาไปด้วยผ้าแพรหลากสีสัน บนโต๊ะด้านหลังชิดกับผนังเต็มไปด้วยหัวกะโหลก เทียน ตุ๊กตาเด็กผู้ชายนุ่งโจงกระเบน ขันใส่น้ำมนต์พร้อมใบหนาดวางตรงปากขัน และขวดเล็กๆบรรจุน้ำสีเหลืองทองปิดด้วยผ้าสีแดงสด ที่แท่นตรงกลางปรากฏร่างบางของหญิงสาววัยรุ่น อายุน่าจะสักประมาณ16-17อยู่ในชุดสีขาว สวมลูกประคำสีดำ หญิงคนนั้นตัวสั่นพั่บๆราวกับเป็นโรคชักกะตุกดูน่ากลัวยิ่ง ทันใดนั้นเองก็มีชายฉกรรจ์หลายคนบุกเข้ามาในห้องพร้อมแบกร่างของชายคนหนึ่ง มาด้วย

                “แม่หมอ ช่วยหน่อยเถอะ ไอ้นี่มันโดนของ”ชายคนหนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์คุกเข่าพนมมือเป็นเชิงขอร้อง หญิงสาวลืมตาโพล่งขึ้น ตาของเธอจากสีผืนดินค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแซฟไฟร์เข้มแวววาว หญิงสาวมองไปที่ร่างของชายที่นอนสลบตรงหน้าเธอด้วยแววตาเรียบนิ่ง ในตอนนั้นเองเธอก็ได้เอื้อมมือไปจับที่ท้องชายคนนั้น

                “ไอ้หมอที่ทำของใส่คนนี้มันมนต์แกร่งไม่ใช่เล่น”หญิง สาวนึกอยู่ในใจ เธออดไม่ได้กระหยิ่มยิ้มย่อง เวทย์มนต์ต่อให้ขนมาทั้งโลกก็สู้พลังที่เธอมีไม่ได้หรอก หญิงสาวผละมืออกมาจากท้องของชายตรงหน้า มือของเธอกำแน่น เมื่อแบมือออกอีกทีก็ปรากฎตะปูประมาณ3-4อยู่บนมือเธอ เมื่อทุกคนได้เห็นดังนั้นก็พากันพนมมือท่วมมือพูดคุยส่งเสียงถึงเรื่องอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น

                “ขอบคุณแม่หมอมากๆครับ”ชายฉกรรจ์ทั้งหมดตรงหน้าหญิงชายพร้อมใจไหว้ทำความเคารพเธอก่อนที่จะควักแบงค์ปึกใหญ่ใส่พานข้างๆแท่นที่หญิงสาวนั่ง หญิงสาวตาลุกวาวเมื่อเห็นจำนวนเงินมากมาย แต่ก็เก็บอาการทำสำรวมเอาไว้ ถ้าจะมีคนสังเกตสักนิดจะพบว่าตาของเธอค่อยๆกลับกลายเป็นสีดินแบบเดิมอย่าง รวดเร็ว

                “แม่หมอ ช่วยฉันที ไอ้ผัวตัวดีมันหนีตามเมียน้อยไป บอกฉันทีว่ามันอยู่ที่ไหน”สตรีร่างท้วมน้องๆธิดาช้างพรวดพราดเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว หญิงสาวมองหน้าตาและรูปร่างของลูกค้าตรงหน้าอย่างพิจารณา ‘แหม สภาพอย่างเจ๊ไม่แปลกใจเลยที่ผัวจะหนี’ หญิงสาวไล่สายตาลงก่อนที่จะสะดุดเต็มๆกับสร้อยทองเส้นเขื่องบนคอของหญิงที่เป็นลูกค้า ‘โอ้ รวยนี่หว่า’

                “ช่วยนะช่วยได้”หญิงสาวเอ่ยขึ้นเสียงเนิบ ก่อนที่จะค่อยๆแบมือออกมาตรงหน้าสตรีผู้นั้น”แต่ต้องจ่ายตังค์ก่อนนะจ๊ะ”

................................

                “สายแล้ว สายแล้ว” ร่างผอมบางค่อนไปทางแห้งกุลีกุจอถอดชุดขาวออก แกะสร้อยประคำโยนทิ้งแถวๆนั้นก่อนที่จะรีบเปลี่ยนเสื้อผ้ามาเป็นชุดอ่าวหญ่ายอย่างรวดเร็ว สองมือสางผมสีน้ำตาลช็อกโกแลตให้เรียบร้อย แล้วรีบออกจากห้องแถวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมไสยศาสตร์ของเจ้าแม่ชื่อดัง ‘เจ้าแม่จาย’


http://s.exaidea.com/upload/1/20101222/352ee93983ead388a54bcc8406fef9d5.jpg

                  ยามเช้าในร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมืองไซง่อน ชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าครามนั่งจิบกาแฟ ตอนนั้นเองที่ร่างของหญิงสาวหนึ่งได้ก้าวเข้ามาร้าน ผมสีน้ำตาลช็อกโกแลตยาวสยายถึงเอว ผมเปล่งประกายเงางามแสดงให้เห็นถึงสุขภาพดีจนน่าจำไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ยาสระผมสักยี่ห้อ ร่างบางอยู่ในชุดอ่าวหญ่าย*สี น้ำตาลอ่อน ประเทศแห่งนี้เป็นประเทศที่เงียบสงบและมีความเป็นชาตินิยมอยู่ในตัว ทุกๆคนล้วนใส่ชุดประจำชาติราวกับเป็นชุดในชีวิตประจำวัน ลองให้เขาใส่ชุดประจำชาติของประเทศเขาเองเดินถนนดูบ้างสิ มันคงจะดูแปลกพิลึกน่าดู

(เกร็ดความรู้ อ่าวหญ่าย=ชุดประจำชาติเวียดนาม)

  

หญิงสาวตรงมานั่งข้างหน้าเขา ใบหน้ากลมแป้นตามแบบฉบับสาวเวียดนามดั้งเดิมแย้มรอยยิ้มสดใสอย่างเด็กสาววัยรุ่นให้ เธอตะโกนสั่งเครื่องดื่มกับคนขาย ก่อนที่จะหันมามองหน้าชายหนุ่มพร้องส่งเสียงพูดภาษาอังกฤษแจ้วเจื้อยใสกังวาลเหมือนเสียงช้อนที่เคาะแก้ว

                “รอนานไหมค่ะโปรเฟสเซอร์บรูซ แบนเนอร์”

                “ไม่นานหรอกซูไลควาน”เขายิ้มตอบอย่างสุภาพให้หญิงสาว อดที่จะนึกชื่นใจที่ได้เจอคนพูดภาษาอังกฤษได้ในประเทศนี้ นึกย้อนกลับไปตอนแรกๆที่มาที่แห่งนี้ไม่ได้ ถ้าไม่ได้เจอซูไลควานเขาคงทำอะไรไม่ถูกไปแล้ว ก็เขาพูดภาษาเวียดนามไม่ได้สักคำเลยนะสิ อย่างเมื่อกี้กว่าจะสั่งกาแฟได้ก็ใช้ภาษามือซะจนเมื่อยมือ

                ชายหนุ่มใช้เวลาส่วนใหญ่หลบไปตามประเทศในแถบทุรกันดารหรือประเทศเงียบๆ ที่ห่างไกลจากสหรัฐฯเพื่อหลบหนีจาการจับกุมของทางการ และทุ่มเทกับการทดลองและบำเพ็ญประโยชน์ หรือไม่ก็หาเงินเล็กน้อยด้วยความรู้ระดับดอกเตอร์ของเขาเอง หลังจากการต่อสู้ร่วมหน่วยชิลด์เพื่อชิงเทสเซอแร็คท์และส่งโลกิกลับบ้านเก่าไปแล้ว เขาก็หลบที่เวียดนามและทำอาชีพครูที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง และที่โรงเรียนแห่งนี้และที่ทำให้เขาได้เจอกับซูไลควานเป็นครั้งแรก

                ซูไลควานเป็นลูกครึ่งเวียดนาม-อเมริกัน ไม่มีใครรู้ประวัติเธอชัดเจน แต่ลือกันว่าแม่เธอเป็นโสเภณีที่พลาดท้องกับแขกอเมริกันที่มาเที่ยวที่นี่ เขายังจำครั้งแรกที่เจอเธอได้ดี สาวน้อยผมสีน้ำตาลช็อกโกแลตโดดเด่น นัยน์ตาสีแผ่นดินดูแปลกตา(เขาไม่เคยเห็นคนที่มีสีตาแบบนี้มาก่อน) ผิวขาวผุดผ่องต่างจากเด็กคนอื่นๆ ใบหน้าคมคายผสมกันอย่างลงตัวระหว่างเอเชียกับอเมริกัน เธอเป็นผู้หญิงที่สวยมาก สวยที่สุดเท่าที่เคยเจอ แต่เขาก็ต้องพบกับความประหลาดบางอย่างเมื่อสังเกตได้ว่าทุกคนในโรงเรียนดูจะไม่ค่อยชอบสาวน้อยคนนี้สักเท่าไร ชายหนุ่มเคยลองหาสาเหตุเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วเขาก็ได้รู้เหตุผลจากอาจารย์คนหนึ่งในโรงเรียน

               “เด็กคนนี้นะข้าวนอกนา ไม่มีใครชื่นชอบพวกนี้หรอก” 

               “ข้าวนอกนา หมายความว่ายังไงหรือครับ” 

               “เป็นคำเปรียบเปรย หมายความว่าบุคคลผู้อื่นคิดว่าไม่ใช่พวกเดียวกัน หรือลูกที่ไม่เป็นที่ต้องการของใครแม้แต่พ่อกับแม่  เหมือนต้นข้าวที่เกิดจากเมล็ดพันธุ์ที่ชาวนาหว่านกระเด็นไปนอกนา  ไม่ได้รับการเอาใจใส่เลี้ยงดูเหมือนข้าวในนา” เขาหยุดพูดแปปหนึ่ง หันมามองหน้าศาสตราจารย์ชาวต่างชาติอย่างไม่แน่ใจ “คุณเข้าใจใช่ไหมคุณแบนเนอร์” 

                “ครับ เข้าใจ” ชายหนุ่มพยักหน้างึกงัก อาจารย์ชาวเวียดนามจึงพูดต่อ “เหมือนอเมริกาที่แต่ก่อนเหยียดผิวสีไง แต่ที่นี่เหยียดลูกครึ่งอเมริกา คุณคงไม่รู้ว่าทหารอเมริกาทำอะไรไว้บ้างตอนสงครามเวียดนาม สุดท้ายผลก็ตกมาอยู่ที่เด็กตัวน้อยๆ เด็กผู้เป็นลูกที่พวกอเมริกันไม่ใส่ใจ ไม่รับรู้ว่ามี กลับประเทศอย่างสง่าเยี่ยงวีรบุรุษ อยู่กับลูกเมียมีความสุข สร้างภาพเป็นสามีที่ดีแสนดี ” ดอกเตอร์บรูซได้แต่เงียบไม่พูดอะไร ทำไมเขาจะไมรู้ถึงความโหดร้ายของกองกำลังอเมริกันล่ะ ก็ในเมื่อชายหนุ่มมักจะเผชิญหน้ากับคนพวกนี้บ่อยๆ เขารู้ซึ้งถึงความโหดของพวกนั้นเลยล่ะ แต่ใครเล่าจะโชว์ด้านไม่ดีให้คนอื่นเห็น ทุกคนต้องสร้างภาพ อเมริกาก็ต้องสร้างภาพเป็นประเทศแห่งความถูกต้อง เหมือนเขาที่ต้องสร้างภาพเป็นมนุษย์ปกติทั้งๆที่ความจริงไม่ใช่เลย 

                “มันคงเป็นเวรกรรมล่ะมั้งคุณบรูซ ผมเป็นพุทธ ผมเชื่อเรื่องเวรกกรรม อเมริกาเคยเหยียดคนดำกับเอเชีย แต่ที่เวียดนามเหยียดคนเชื้อสายอเมริกัน พวกนั้นจะรู้ไหมว่าลูกๆของเขาต้องเจออะไรบ้างในประเทศนี้ ทุกคนที่เป็นลูกครึ่ง ต้องถูกมองอย่างเหยียดหยามว่าแม่เป็นผู้หญิงไร้ศักดิ์ศรี ขายตัว เป็นความอับอายของประเทศชาติ” อาจารย์คนนั้นถอนหายใจเฮือกใหญ่ “แต่ไม่ต้องห่วงว่าคนที่นี่จะเกลียดอเมริกันนะคุณแบนเนอร์ ปัจจุบันไม่ค่อยจะมีแบบนี้กัน