ยามค่ำคืนมุมหนึ่งของถนนฟามงูเหลาในเมืองไซง่อนไม่เงียบเหงาไปซะทีเดียว ร้านเซเว่นตั้งอยู่เร้นกายในตึกเล็กๆ แสงสว่างจากในร้านพอให้ทั่วบริเวณสว่างได้มาก ภายในร้านยังมีสองหญิงสาวในชุดยูนิฟอร์มประจำร้านนั่งสัปหงกกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่หลังเคาเตอร์

               “โอ๊ย ง่วงชะมัด” เด็กสาวคนหนึ่งบ่นขึ้น มือข้างหนึ่งยกขึ้นมาขยี้ผมสีน้ำตาลช็อกโกแลตของตนเองอย่างหงุดหงิด

                “จะหลับไม่ได้นะซูไลควาน ขืนหลับโดนหักเงินเดือนตาย เธอลุกขึ้นไปจัดของวางขายสิจะได้ไม่ง่วง เดี๋ยวฉันจะไปยกลังน้ำมาใส่ตู้เย็นเพิ่ม” เพื่อนร่วมงานร่างเล็กเตือนหญิงสาวตรงหน้า ส่วนสูงที่ห่างกันมากทำให้เธอต้องเงยหน้าคุยกับซูไลควาน ซูไลควานอดจะหัวเราะเบาๆกับท่าทีตลกๆในการพยายามยืดตัวคุยของผู้หญิงตรงหน้า ไม่ได้ ‘ยัยนี่สูงถึง160หรือเปล่าเถอะ’ ซูไลควานคิด

                 “จ๊ะๆ แม่เพ็ญ” วูไลควานรับคำก่อนที่จะหันไปจัดของวางขาย ตอนนั้นเองเสียงสัญญาณเปิดประตูอัตโนมัติดังขึ้น บอกให้รู้ว่ามีคนเข้ามาในร้าน หญิงสาวไม่ได้หันไปดูเพราะคิดว่าเพ็ญผู้เป็นเพื่อนร่วมงานคงจะอยู่รับหน้าต้อนรับลูกค้า ตั้งหน้าตั้งตาจัดของต่อไปให้เสร็จ

                  “ซูไลควาน มานี่หน่อย”

                  “ทำไม มีอะไรเหรอ” ซูไลควานขานตอบในขณะที่สองมือยังคงจัดของต่อไปอย่างคล่องแคล่ว นึกแปลกใจเล็กๆที่ไม่มีเสียงสวัสดีต้อนรับเหมือนดังปกติที่พนักงานทุกคนต้องพูดเวลาลูกค้าเข้ามาในร้าน

                  “มาเถอะน่า เร็วๆ” หญิงสาวชะงักมือที่จัดของ ลุกขึ้นมาเดินตรงไปหาเพื่อนสาวที่เคาเตอร์ เธอชะงักเมื่อเห็นใครบางคนยืนอยู่หน้าเคาเตอร์


                  ชายหนุ่มชาวต่างชาติในชุดคลุมยาวสีดำ ผิวดำบ่งบอกเชื้อชาติว่ามีเชื้อสายแอฟริกา ตาข้างซ้ายถูกปกปิดด้วยสายที่ปิดตาสีดำ พ้นจากที่ปิดตาจะเห็นรอยแผลเป็นคล้ายรอยข่วนขนาดใหญ่พอสมควรขีดห่างเป็นสามเส้น ซูไลควานหน้าซีด เธอรีบขยับตัวเข้าใกล้เพ็ญ ทั้งสองมองหน้ากันเลิ่กลั่กในขณะที่ชายคนนั้นยังคงจับจ้องซูไลควานอย่างไม่วางตา

                  “แก แกเป็นลูกครึ่งนี่ พูดอังกฤษกับเขาสิ” เพ็ญผลักไหล่ซูไลควานเบาๆ หญิงสาวส่ายหน้าพรืด รีบถอยหลังก้มลงกระซิบเบาๆกับเพื่อนสาว

                   “แกแน่ใจนะว่าลูกค้า ไม่ใช่โจรมาปล้นเซเว่น หน้าแมร่งโหดชิบ ปิดตาข้างเดียงยังกะโจรสลัด”

                   “ไม่รู้ ฉันก็กลัวๆเหมือนกัน แกคุยกับเขาสิ”

                   “ไม่กล้าอ่ะ เห็นหน้าแล้วกลัว ว่าแต่มันไม่ร้อนหรือไงว่ะ แต่งชุดคลุมมิดชิดขนาดนี้”

                   “อะแฮ่ม” สองสาวหยุดนินทาชั่วคราวเมื่อชายตรงหน้ากระแอมไอ เขาตรงเข้ามาใกล้ สองมือเท้าที่เคาเตอร์ สายตาจ้องมาที่ซูไลควานอย่างโจ่งแจ้งไม่คิดหลบตา

                   “ฉันชื่อนิค ฟิวรี่ ผู้บัญชาการหน่วยStrategic Homeland Intervention Enforcement and Logistics Division ของสหรัฐอเมริกา”ชายคนนั้นพูดภาษาอังกฤษกับเธอ ซูไลควานอ้าปากค้าง ในหัวนึกทบทวนสิ่งที่ชายตรงหน้าพูดเมื่อกี้ ‘หน่วยบ้าอะไรว่ะชื่อยาวเหี้ยๆ’

                    “โอเค เธอจะเรียกหน่วยฉันว่า ‘S.H.I.E.L.D.’ ก็ได้ คุณโฮป” ซูไลควนหน้าซีดเผือก เพ็ญมองชายตรงหน้าสลับกับเพื่อนสาวอย่างไม่เข้าใจ ‘เขาพูดอะไรกับ ทำไมซูไลควานถึงได้หน้าซีดขนาดนี้

                    “คุณคงจำโครงการ Weapon X ได้ใช่ไหม”

                     “ออกไป ออกไปเดี๋ยวนี้!” หญิงสาวตวาดลั่น ทั้งเพ็ญและชายหนุ่มต่างพากันสะดุ้งเฮือก ภายในร้านสั่นสะเทือนนิดๆตามแรงตวาดเสมือนมีแผ่นดินไหวอ่อนๆ ฟิวรี่รีบชักปืนขึ้นมาจ่อหญิงสาวตรงหน้า เพ็ญเมื่อเห็นปืนก็กรีดร้องรีบหลบไปหลังร้าน ในร้านเหลือแต่ชายหนุ่มนามฟิวรี่กับซูไลควานเท่านั้น

                      “ใจเย็นเพื่อน ฉันไมได้มาร้าย ฉันมาเพื่อช่วยเธอ”

                      “....”

                       “เธอรู้ใช่ไหมว่าทุกวันนี้ ‘พวกนั้น’ ยังคงตามล่าเธออยู่ แต่ถ้าเธอมากับฉัน พวกนั้นจะไม่สามารถทำอะไรเธอได้”

                       “.....”

                       “เธอจะอยู่ในการคุ้มครองของเรา พวกนั้นไม่สามารถก้าวก่ายเราได้ หน่วย S.H.I.E.L.D.ไม่ขึ้นตรงต่อใคร ฉะนั้นวางใจพวกเรา มากับฉัน” ฟิวรี่ลดปืนลง เขายื่นมือมาตรงหน้าหญิงสาว เธอมองมือเขาด้วยแววตาแห่งความลังเล ‘ทำไมช่วงนี้ถึงมีคนอยากให้ฉันไปด้วยนักนะ มันมีอะไรกันแน่’

                       นัยน์ตาหญิงสาวแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม เธอจ้องเข้าไปตาของชายตรงหน้า เจาะดูความทรงจำในอดีต โปรเจ็คยอดมนุษย์ การค้นพบร่างทหารถูกแช่แข็ง และการรวมตัวของเหล่าฮีโร่ในครั้งก่อนที่เป็นข่าวใหญ่ทั่วผุดขึ้นมาในหัว การต่อสู้ เรื่องราวต่างๆและข้อมูลของหน่วย S.H.I.E.L.D.ปรากฎเป็นฉากๆหญิงสาวขมวดคิ้วเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ที่แบนเนอร์ บอกเรื่องเธอกับชายที่ชื่อฟิวรี่ ‘เขานั่นเองที่ทำให้ทุกคนรู้ตัวตนฉัน’ หญิงสาวนึกขุ่นเคืองนิดหน่อย เธอเลื่อนไปดูที่จังหวะชีพจรของชายคนนี้ หูของเธอได้ยินเสียงหัวใจเต้นเป็นปกติชัดเจน ‘ทุกอย่างปกติ เขาไม่ได้โกหก’

                       “ฉันขอคำสัญญาด้วยเกียรติของหน่วยS.H.I.E.L.D. เธอจะปลอดภัยเมื่ออยู่กับเรา”

                       ตอนนั้นเอง หญิงสาวจึงได้ตัดสินใจเอื้อมมือไปจับมือชายหนุ่มตรงหน้า นิค ฟิวรี่ ผู้บัญชาการหน่วยS.H.I.E.L.D.

____________

                   หญิงสาวนั่งตัวแข็งทื่อบนเครื่องบินรบของหน่วย S.H.I.E.L.D. สายตามองไปรบๆยานอย่างกล้าๆ กลัวๆ 'ทำไมมันยิ่งใหญ่แท้น่อ' หญิงสาวคิดในใจ


Samuel L. Jackson as Nick Fury in The Avengers (2012) (actor)

ตรงข้ามเธอมีชายที่ชื่อนิค ฟิวรี่นั่งอยู่ เขาจ้องเธออย่างนั้นมาตั้งแต่พาขึ้นเครื่องบินนี่แล้ว หญิงสาวถอนหายใจ เสมองไปนอกหน้าต่าง ทุกอย่างมืดมิดสนิทไม่เห็นอะไรเลย อย่างน้อยนั่งมองความมืดนี่ก็ดีกว่ามองหน้านายโจรสลัดตาเดียวมากกว่าเยอะ

                   เปรี้ยง!

                   หญิงสาวสะดุ้งเฮือกหน้าถอดสี ท้องฟ้าสว่างวาบชั่วขณะ สายฟ้าฟาดลงมาตรงกลางเมฆพร้อมเสียงดังกึกก้อง ฟิวรี่ขมวดคิ้ว แปลกใจในท่าทีของหญิงสาวตรงหน้า

                   "เธอกลัวฟ้าผ่าเหรอ" ฟิวรี่ถามขึ้น ซูไลควานปราดตามองชายตรงหน้า เธอผยักหน้านิดหนึ่ง

                   "ใช่" เธอพูด "เสียงมันน่ากลัว"

                   "เธอเหมือนคนร้ายคนหนึ่งที่ฉันเคยจับ"

                   "โลกิเหรอ? "

                    "เธอรู้?" ฟิวรี่ขมวดคิ้วอีกรอบ ซูไลควานสะดุ้งนิดๆ หลบตาชายในชุดคลุมสีดำ เธอนั่งเงียบไม่พูดอะไรต่อ นิค ฟิวรี่หรี่ตามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างสงสัย นึกย้อนไปถึงตอนที่เขาได้ประวัติเธอมา

                 ผู้หญิงคนนี้เป็นสิ่งพิเศษ พิเศษจนเขาแทบไม่เชื่อตัวเองตอนที่ได้ตัวเธอมาอยู่ตรงนี้ เป็นความโชคดีของฟิวรี่จริงๆ ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณแบนเนอร์ที่ส่งข่าวเรื่องผู้หญิงคนนี้มาบอก ไม่งั้นเขาคงจะพลาดสิ่งที่วิเศษที่สุดที่เคยมีมาบนโลกนี้

__________________

                12ชั่วโมงผ่านไป

                พระอาทิตย์ส่องแสงแสบตาในยามเที่ยง ซูไลควานหลับไปตั้งนานแล้ว ฟิวรี่ไม่มีท่าทีง่วงนอนเลยแม้จะไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน เขานั่งมองเธออยู่อย่างนั้นแม้เธอจะหลับไปแล้ว ยิ่งเข้าใหญ่ฐานหน่วย S.H.I.E.L.D.เท่าไรใจเขาก็ยิ่งเต้นแรงขึ้นเท่านั้น เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกตื่นเต้นขนาดนี้ในการพาใครสักคนเข้าหน่วยS.H.I.E.L.D

                เครื่องค่อยๆ ลงจอดอย่างนุ่มนวล ฟิวรี่เอื้อมมือไปสะกิดเบาๆ ตรงแขนของซูไลควาน หญิงสาวลืมตาขึ้นหาววอดๆ แคะขี้ตาสักพักก่อนที่จะหันมามองรอบๆ

                "ถึงแล้วเหรอ? "

                " ใช่ ถึงแล้ว " ฟิวรี่ดึงแขนเธอขึ้นก่อนที่จะพาเธอลงมาจากยาน เจ้าหน้าที่หน่วย S.H.I.E.L.D.มากมายกำลังเดินวุ่นวายทำงานตามหน้าที่ พวกเขาหยุดชะงัก สายตาทั้งหลายพร้อมใจจับจ้องไปที่ซูไลควานที่เดินข้างๆที่เดินข้างๆฟิวรี่ หญิงสาวรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก เธอกำเสื้อคลุมฟิวรี่แน่นโดยไม่รู้ตัว ในใจลึกๆ นึกอยากทำให้คนทั้งหลายที่มองเธออยู่ตาบอดไปซะให้หมด 'มองอะไรหนักหนาว่ะ ไม่เคยเห็นคนเหรอ'

               ฟิวรี่พาเธอเข้ามาด้านในอาคารด้านในของหน่วยงาน แน่นอนทุกสายตาในหน่วย S.H.I.E.L.D.ก็หันมามองหญิงสาวไม่ต่างจากด้านนอกเมื่อกี้ หญิงสาวขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน หงุดหงิดมากขึ้นทุกทีกับสายตาที่มองมา ผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาที่ซูไลควานกับฟิวรี่ เธอสวมชุดรัดรูปสีน้ำเงินเข้ม ติดตราที่อกว่า 'หน่วย S.H.I.E.L.D.' ผมสีน้ำตาลเข้มรวบเกล้าเรียบร้อยทะมัดทะแมง นัยน์ตาสีฟ้าหันมาจ้องซูไลควานอีกคน 'อีกและ จ้องอีกและ มีอะไรหนักหนากับฉันเนี่ย' ซูไลควานคิดด้วยอารมณ์หงุดหงิด


               "ทุกคนมารอกันหมดแล้วที่ห้องประชุมค่ะ" ผู้หญิงคนนั้นพูดกับฟิวรี่ แต่สายตาจ้องซูไลควานไม่เลิกลา ซูไลควานขมวดคิ้ว 'เออ เชิญจ้องไปให้พอใจเลยย่ะ ฉันยอมแพ้'

               "ขอบใจมาก มาเรีย ฮิลล์" ฟิวรี่พูดก่อนที่จะลากซูไลควานออกไป หญิงสาวหันมามองเจ้าหน้าที่หญิงคนนั้นอีกครั้ง 'ชื่อมาเรีย ฮิลล์งั้นเหรอ ฉันจะจำใส่สมองไว้เลยกับยัยบ้าที่เอาแต่จ้องหน้าฉัน'

________________

               ในห้องกั้นกระจก ทุกคนพากันยืนหน้าเครียดรอการมาของฟิวรี่ หลังจากพึ่งได้รับรู้สิ่งน่าตกใจโดยบังเอิญตอนที่โลกิไปก่อความวุ่นวายที่เวียดนาม ดอกเตอร์บรูซ แบนเนอร์มีสีหน้าเค่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด ไม่แปลกหรอกที่เขาจะเป็นอย่างนี้ ใครจะรู้ว่าลูกศิษย์ตัวเองจะกลายเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงอย่างนี้


Chris Evans as Steve Rogers in The Avengers (2012)

               คงจะมีแต่สตีฟ โรเจอร์ที่นิ่งสงบกว่าใคร สิ่งที่เขาเจอมาหลายๆอย่างมันน่าตื่นเต้นมากพอจนเขาไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว สิ่งที่เขารู้มาใหม่ตอนนี้จึงไม่ทำให้เขาแปลกใจเท่าไร คงไม่มีอะไรที่ทำให้เขาตะลึงไปได้มากกว่านี้แล้วล่ะ

               ประตูเปิดออกพร้อมร่างของฟิวรี่ที่เดินเข้ามาที่ฝั่งกั้นกระจกตรงข้าม หญิงสาวคนหนึ่งเดินตามหลังฟิวรี่ติดๆ ทุกสายตามองไปผู้หญิงคนนั้น สตีฟ โรเจอร์ นายทหารผู้ยิ่งใหญ่แห่งกองทัพสหรัฐฯ อ้าปากค้างด้วยความตะลึง เมื่อเห็นหน้าขอ